บรรยายพิเศษ เรื่อง การขับเคลื่อนการสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันยาเสพติด เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต และการพัฒนาทักษะสมอง (Executive Function: EF) สู่การปฏิบัติ

เผยแพร่เมื่อ: 20/02/2026

รายละเอียด
การขับเคลื่อนงานเชิงรุกและความเป็นเสนาธิการของศึกษานิเทศก์
หัวใจสำคัญของการบรรยายเริ่มต้นที่การเน้นย้ำบทบาทของ “ศึกษานิเทศก์” ในฐานะเสนาธิการหลักของ สพฐ. ในระดับพื้นที่ ซึ่งต้องมีความรอบรู้อย่างกว้างขวาง ไม่ใช่รู้เพียงหน้างานของตนเองเท่านั้น แต่ต้องรู้จักสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น เช่น ตำรวจ ทหาร พม. และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น การทำงานที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยการสื่อสารที่แหลมคม ทั้งในด้านการรายงานเหตุฉุกเฉิน (6 ช่องทาง) และการสื่อสารเชิงบวกเพื่อสร้างแรงจูงใจให้แก่ครูและบุคลากรในพื้นที่ โดยเฉพาะการนำเสนอ “ข่าวดี” หรือผลงานที่เป็นเลิศผ่านช่องทางสมัยใหม่ เช่น TikTok เพื่อเผยแพร่สิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในโรงเรียน

ยุทธศาสตร์ 3 ป. และความปลอดภัยในสถานศึกษา
ในด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด สพฐ. ยังคงยึดหลัก 3 ป. ได้แก่ ป้องกัน ปลูกฝัง และปราบปราม (รวมถึงการเยียวยา) โดยมีการนำนโยบายความปลอดภัยมาปรับใช้ให้เท่าทันสถานการณ์ เช่น การยกเลิกครูเวรที่มีความเสี่ยงต่อชีวิต แต่ยังคงรักษากระบวนการดูแลทรัพย์สินราชการด้วยเทคโนโลยีและเครือข่ายชุมชน รวมถึงความเด็ดขาดในการลงโทษบุคลากรที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดหรือการละเมิดนักเรียน โดยเน้นว่าการจัดการต้องเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม

การพัฒนาทักษะสมอง (EF) จากปฐมวัยสู่ประถมต้น
ดร.ธีร์ ได้อธิบายถึงเหตุผลสำคัญที่ต้องขยายผลการพัฒนาทักษะสมอง EF เข้าสู่ระดับประถมศึกษา (ป.1–ป.3) เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อที่สำคัญต่อการฝังชิปทางความคิดให้เด็กมีภูมิคุ้มกันชีวิตที่แข็งแรง แม้ทฤษฎี EF จะเน้นหนักในวัยปฐมวัย แต่สถานการณ์ปัจจุบันที่มีสิ่งเร้าทางออนไลน์สูง ทำให้ต้องมีการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 3 ปี เพื่อให้เด็กสามารถกำกับตนเอง (Self-regulation) ได้อย่างยั่งยืน ศึกษานิเทศก์จึงมีหน้าที่เป็นตัวเชื่อมสะพานระหว่างปฐมวัยกับประถมต้น คัดเลือกครูที่มีฝีมือ และสร้างผลงานเชิงประจักษ์ (Evidence-based) เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนในระยะยาว

รากเหง้าวัฒนธรรมและจิตสำนึกความเป็นไทย
นอกเหนือจากทักษะสมองและวิชาการ วิทยากรได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการทำให้เด็กไทย “รู้จักท้องถิ่นตนเองลึก” และ “รักประเทศไทย” ผ่านการสอดแทรกประวัติศาสตร์และซอฟต์พาวเวอร์ในพื้นที่ เช่น เรื่องราวความเสียสละของบรรพบุรุษหรือเอกลักษณ์ของโบราณสถานสำคัญ การรู้จักรากเหง้าจะช่วยลดอาการแกว่งทางความคิดของเด็กและสร้างความภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการเป็นพลเมืองที่ดีและมีความสุขในโลกอนาคต

จิตวิทยาเชิงบวกและเครื่องมือพัฒนาชีวิต
ในช่วงท้ายมีการสาธิตการใช้เครื่องมือทางจิตวิทยา เช่น “ทฤษฎีการชม” ซึ่งต้องชมด้วยความจริงใจและมีข้อมูลรองรับเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมคน และ “แผนที่ชีวิต” (Life Map) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทั้งครูและนักเรียนได้ทบทวนความภาคภูมิใจในอดีต เข้าใจความล้มเหลว และวางแผนเป้าหมายในอนาคตได้อย่างมีทิศทาง เครื่องมือเหล่านี้ช่วยสร้าง “ตัวตน” ให้กับผู้เรียน ทำให้พวกเขารู้สึกมีคุณค่าและไม่หันไปพึ่งพายาเสพติด

ระบบซัพพอร์ตบุคลากรและการทำงานเพื่อแผ่นดิน
ปิดท้ายด้วยการสร้างขวัญและกำลังใจแก่บุคลากรทางการศึกษาผ่านการแนะนำสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของ สกสค. เช่น ทุนการศึกษาบุตรและการช่วยเหลือเพื่อนครู โดยย้ำว่าทุกคนไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ทำงานเป็นทีมในนาม สพฐ. ที่มีพี่น้องกว่า 5 แสนคนพร้อมสนับสนุนกัน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดคือการปฏิบัติหน้าที่รับใช้แผ่นดินและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้แก่เยาวชนไทยตามรอยพระราชปณิธานและประวัติศาสตร์ของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ดร.ธีร์ ภวังคนันท์
รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2565-2568)
กรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
ดร.นัยนา ตันเจริญ และคณะ
เอกสารประกอบการบรรยาย