สถาบันอาร์แอลจีรุกสร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย ชูทักษะสมอง EF เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและป้องกันปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน

เผยแพร่เมื่อ: 20/02/2026 11:33

Cover Image
สถาบันอาร์แอลจี (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) โดยนายสุรชาติ เล็กน้อย ผู้อำนวยการบริหาร และนางสาวปรารถนา หาญเมธี กรรมการผู้จัดการ ได้ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของการพัฒนาทักษะสมอง Executive Function หรือ EF ซึ่งเป็นกระบวนการทำงานของสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ทำหน้าที่เสมือน “CEO ของชีวิต” ในการกำกับความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม เพื่อให้มนุษย์สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นย้ำว่า EF คือทักษะสำคัญที่ช่วยให้เด็กสามารถ “คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น อยู่กับผู้อื่นเป็น และมีความสุขเป็น” ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตด้านการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน ทั้งจากผลคะแนน O-NET และ PISA ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับปัญหาสุขภาพจิตที่พบว่าเด็กไทยอายุระหว่าง 10–19 ปี มีภาวะซึมเศร้าสูงถึงร้อยละ 18 อีกทั้งยังมีปัญหายาเสพติดที่น่าวิตก โดยพบว่าวัยรุ่นมีการเสพติดมากถึง 2.7 ล้านคน สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างภูมิคุ้มกันชีวิต ซึ่งการพัฒนา EF ถือเป็นกลไกสำคัญ เนื่องจากยาเสพติดมีฤทธิ์ทำลายสมองทั้งในเชิงโครงสร้างและการทำหน้าที่ โดยเฉพาะวงจรการเสพติดที่มักเริ่มจากการติดโทรศัพท์มือถือ ก่อนพัฒนาไปสู่การติดเกม การพนัน และยาเสพติดในที่สุด ดังนั้น การเสริมสร้างทักษะการกำกับตนเองให้เข้มแข็งตั้งแต่ต้นทาง จึงสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสพติดและการกระทำผิดกฎหมายเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นได้อย่างมีนัยสำคัญ

หลักการสำคัญของการพัฒนา EF จำเป็นต้องเริ่มจากการวางรากฐานที่มั่นคงตั้งแต่ช่วงปฐมวัย โดยเฉพาะในช่วงอายุ 3–6 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงทองของการพัฒนาทักษะสมองดังกล่าว หัวใจสำคัญอยู่ที่การสร้าง “ตัวตน” หรือ Self ที่แข็งแรง เพราะตัวตนที่ดีคือฐานที่มั่นของสมอง EF กระบวนการนี้เริ่มต้นตั้งแต่ระยะทารก ผ่านการมีผู้เลี้ยงดูที่ตอบสนองด้วยความรัก ความอบอุ่น และความสม่ำเสมอในช่วง 6 เดือนแรก เพื่อให้เด็กเกิดความไว้วางใจในโลกและเห็นคุณค่าในตนเอง ในทางตรงกันข้าม การใช้วินัยเชิงลบที่อาศัยความกลัวหรือความรุนแรง จะส่งผลให้สมองส่วนคิดไม่ได้รับการฝึกฝน เด็กสูญเสีย Self และสมองจะเข้าสู่โหมดปกป้องตนเองด้วยกลไกสู้ หนี หรือจำนน ทำให้สมองส่วนเหตุผลและ EF ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ ดังนั้น การจัดการศึกษาจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจากการใช้อำนาจควบคุมไปสู่การใช้ “วินัยเชิงบวก” ที่เน้นการเรียนรู้ การเข้าใจตนเอง และการส่งเสริมให้เด็กสามารถกำกับตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการควบคุมจากภายนอก เพื่อรักษาตัวตนที่ดีและเปิดโอกาสให้เด็กใช้สมองส่วนคิดในการไตร่ตรองพฤติกรรมของตนอย่างมีเหตุผล

ในเชิงการประยุกต์ใช้กับการจัดการศึกษา ครูและสถานศึกษาจำเป็นต้องปรับบทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้มาเป็น “EF Facilitator” โดยมุ่งจัดประสบการณ์การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เช่น การเรียนรู้ผ่านโครงงาน (Project-Based Learning) หรือการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) เพื่อฝึกฝนทักษะ EF ทั้ง 9 ด้าน ตั้งแต่ทักษะพื้นฐาน ได้แก่ ความจำเพื่อใช้งาน (Working Memory) การยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control) และการยืดหยุ่นความคิด (Cognitive Flexibility) ไปจนถึงทักษะเชิงปฏิบัติและการกำกับตนเอง ครูควรสร้าง “โอกาสพัฒนา EF” ในห้องเรียนอย่างเป็นระบบ ผ่านการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ตั้งเป้าหมาย วางแผน ลงมือทำอย่างอิสระ ทำงานร่วมกับเพื่อน เผชิญความท้าทาย และสะท้อนทบทวนประสบการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยึดหลักว่า EF ต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในวิถีชีวิตประจำวัน มิใช่เพียงกิจกรรมเฉพาะครั้ง นอกจากนี้ ครูและบุคลากรทางการศึกษาเองก็จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริม EF และ Self ของตนควบคู่กันไป เพื่อให้สามารถทำหน้าที่เป็นโค้ช สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ปลอดภัย และเอื้อต่อการเติบโตของเด็กได้อย่างแท้จริง ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่เป้าหมายสูงสุด คือการสร้างภูมิคุ้มกันชีวิตให้เด็กและเยาวชนสามารถอยู่รอด มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสุขได้ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ภาพบรรยากาศเพิ่มเติม